ประวัติไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์

นอกเหนือไปจากสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจตัวหลัก คือ พระรัตนตรัย แห่งพระพุทธศาสนา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอีกแขนงหนึ่งในท้องถิ่นชุมชน บ้านโพธิ์เสด็จ ตำบลฉลอง อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ควบคู่กันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยอยุธยา หรือ 300 กว่าปี  ตามตำนานที่นับถือกันมาในเรื่องราวของความศักดิ์สิทธิ์ของเด็กวัด จากรุ่นต่อรุ่น ในเรื่องราวไม่ได้บอกว่าเด็กวัด(ไอ้ไข่) เป็นลูกเต้าเหล่าใคร บางตำนานเล่ากันว่าเป็นเด็กติดตามหลวงปู่ทวดมา ก่อนที่หลวงปู่ทวดจะลงเรือเสด็จไปอยุธยา ได้ฝากให้เฝ้าดูแลวัด ซึ่งเด็กวัด(ไอ้ไข่) ก็ตกปากรับคำ  ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ถึงแม้ว่าจะสละร่างไปแล้วก็ตาม
บ้างก็เล่าว่าเป็นเด็กวัด ศิษย์เจ้าขรัวทอง สหมิกธรรมหลวงปู่ทวด เจ้าอาวาสแห่งวัดโพธิ์เสด็จในสมัยนั้น (วัดเจดีย์ในปัจจุบัน) ซึ่งได้ถวายตัวรับใช้ปรนนิบัติหลวงปู่ทวดในคราเสด็จมาคราวนั้นๆ และเด็กวัด(ไอ้ไข่) ขอติดตามเสด็จไปด้วย แต่ในการเดินธุดงค์ของหลวงปู่ทวด การที่มีเด็กติดตามอาจจะเป็นอุปสรรคในการเดินทางธุดงค์และปฏิบัติธรรม ท่านจึงเด็กวัด(ไอ้ไข่)บอกว่าให้อยู่ เฝ้า ดูแลวัด กับเจ้าขรัวทองที่นี้ บ้างก็เล่ากันว่าเมื่อถึงเวลาที่จะจุติไปอีกภพหนึ่งแล้ว เด็กวัด(ไอ้ไข่) ได้เดินลงสระน้ำใหญ่ในวัด เพื่อ ปลงตัวเอง สละร่างเพื่อจะไปจุติอีกภพหนึ่งตามกาลเวลาที่สมควร และ เหลือแต่จิตวิญญาณ ที่ยังคอยปกปักรักษาวัดแห่งนี้ ถึงแม้นว่าสมัยนั้นวัดยังร้างเพราะภัยสงครามของอยุธยา กับ พม่า -มอญ ก็ตาม

ขุนพันธรักษ์ราชเดช

ชาวชุมชนวัดเจดีย์ และใกล้เคียง นับถือเคารพ “ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์” ตั้งแต่สมัยบรรพชน สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น นับย้อนหลังไปเป็นเวลาหลายร้อยปี โดยถือว่า “ไอ้ไข่” คือวิญญาณของเด็กศักดิ์สิทธิ์ ที่คอยช่วยเหลือชาวชุมชน และดูแลปกปักษ์รักษาวัดเจดีย์ แต่ไม่ได้มีการสืบค้น หรือมีมีการกล่าวถึงตำนาน เพียงแค่นับถือกันอย่างนั้นมาจนถึงวันหนึ่งได้เกิดตำนานไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ศิษย์ หลวงพ่อทวด จากบุคคลสำคัญ นั่นก็คือ จอมขมังเวทย์แห่งเมืองนครศรีธรรมราช ท่านขุนพันธรักษ์ราชเดช) ที่ได้รับฟังถ้อยคำจากหลวงพ่อทวด ผ่านร่างทรง เมื่อครั้งสมัยจัดสร้างเหรียญหลวงพ่อทวด เมื่อ พ.ศ. 2497 (เนื่องจาก ท่านขุนพันธ์เป็นผู้มีส่วนร่วม ในการจัดสร้างพระชุดนั้นด้วย)
หลวงพ่อทวดถามผ่านร่างทรงว่า ท่านมาจากนครศรีธรรมราช ท่านรู้จักลูกศิษย์เราหรือไม่ เป็นเด็กวัดอยู่ทางทิศเหนือ ของนครศรีธรรมราช ท่านขุนพันธ์จึงสืบหาจนมาประสบพบเจอกับ ผู้ใหญ่เที่ยง เมืองอินทร์ จนได้นับถือเป็นสหาย แลกเปลี่ยนสายวิชากัน ด้วยผู้ใหญ่เที่ยงเอง ก็มีส่วนเกี่ยวข้อง และรู้จัก ” ไอ้ไข่” เป็นอย่างดี ท่านขุนพันธ์ จึงได้เจอกับลูกศิษย์หลวงพ่อทวด ที่วัดเจดีย์นามว่า “ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์” ตามคำบอกกล่างของหลวงพ่อทวดผ่านร่างทรง ซึ่งเป็นไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ที่บรรพบุรุษชาวชุมชนวัดเจดีย์ นับถือสืบกันมา และท่านขุนพันธ์เอง ก็ได้สืบค้นศึกษาจนกลายเป็นตำนาน ไอ้ไข่ศิษย์หลวงพ่อทวด และได้ยืดถือตำนานนี้บอกเล่าสืบต่อกันมา ซึ่งถือว่า ท่านขุนพันธรักษ์ราชเดช คือ ผู้สืบค้นตำนานนี้เป็นคนแรก

จากบันทึก และคำบอกเล่า เห็นเด็กเปลื้องผ้าวิ่งเข้าออกในพระพุทธโบราณนามเรียกว่า พ่อท่านเจ้าวัด ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือของชาวบ้านละแวกวัดเจดีย์ และบนบานศาลกล่าวกันว่า พ่อท่านเจ้าวัด และ เด็กวัด (ตามด้วยเรื่องที่บนบาน หรือเรื่องที่ขอให้ช่วยเหลือ) ด้วยแต่ก่อนท้องถิ่นแห่งนี้ ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย เมื่อวัวใครหาย ควายใครสูญ ก็จะบนบานเด็กวัดให้ช่วยทุกคราไป ในสมัยนั้นวัดเจดีย์ยังคงสภาพวัดร้าง เป็นป่ารกชัฎ ชาวบ้านก็ได้แต่เอ่ยชื่อ ไม่ได้มีรูปเคารพ แม้แต่อย่างใด เมื่อสิ่งที่ขอหรือบนบานสำเร็จ ก็จะแก้บนด้วยธงทิว ถวายพ่อท่านเจ้าวัด ขวิดตุง (ตีลังกา) หรือถวายปางนู (หนังสติ๊ก) แก่เด็กวัด

ทวดเที่ยง หรือนายเที่ยง เมืองอินทร์

จวบจนมาถึงยุคของ ทวดเที่ยง หรือนายเที่ยง เมืองอินทร์ ผู้ใหญ่บ้านโพธิ์เสด็จ ในสมัยนั้น เป็นผู้ที่มีวิชาอาคม มนต์ขลัง จนได้รับฉายาว่า ” เที่ยง หักเหล็ก” เป็นที่เคารพของชาวบ้าน เป็นจอมขมังเวทย์แห่งตำบลฉลอง มีวิชาโดดเด่นทางด้านการหักเหล็กด้วยมือเปล่า อีกทั้งมีวิชาไสยเวทย์อีกมากมาย ได้แกะรูปเคารพเป็นรูปร่างเด็กชาย ด้วยไม้ทองหลางไว้ให้ชาวบ้านได้กราบบูชา และแก้บน แต่เนื่องจากไม้ทองหลางเป็นไม้เนื้ออ่อน รูปเคารพเด็กวัดจึงผุพังไปตามกาลเวลา จะมีบางองค์หลงเหลืออยู่บ้างตามบ้านลูกๆ หลานๆ ส่วนที่เห็นและเหลืออยู่มาก จากฝีมือแกะสลักของทวดเที่ยงที่มีหลักฐานให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ก็คือ องค์ฤาษี หรือ พ่อแก่ พระแกะปิดตา หน้ากากรำหน้ากลองยาว ของ ทวดเที่ยง ที่พบเห็นอยู่มากตามบ้านลูก บ้านหลาน และ ลูกศิษย์ และเป็นสิ่งหวงแหนของเขาที่สืบทอดมาเป็นมรดกกันมาตลอด และด้วยความชราภาพ ทวดเที่ยงจึงเว้นจากการแกะไม้รูปใหม่แทนรูปไม่แกะที่ผุพังไป

อยู่มาคืนหนึ่ง ผู้ใหญ่เที่ยง ได้ฝันไปว่ามีเด็กแก้ผ้ามาบอกในความฝันว่า “ช่วยแกะไม้ใหม่ให้เราหน่อย” ในความฝัน ผู้ใหญ่เที่ยง ได้ถามไปว่า “นั่นใครล่ะที่มาบอกให้ช่วยแกะไม้ให้” เด็กแก้ผ้าตอบว่า “เราคือไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์” และจากนิมิตที่เด็กวัด(ไอ้ไข่) มาบอกให้แกะรูปเด็กให้ใหม่ ทวดเที่ยงจึงได้เสาะหาไม้เพื่อจะนำมาแกะรูปเด็กตามที่ได้นิมิตไว้ และได้พบไม้ตะเคียน 2 ง่าม หรือที่ชาวบ้านในพื้นที่เรียกว่าไม้ตะเคียนขาเกียบ หรือขาคู่ (ปรกติไม้ตะเคียนจะเป็นไม้ยืนต้นลำต้นเดี่ยว การมีลำต้นแยกเป็นง่ามหรือปางไม่ค่อยมีให้เห็น) ที่วัดพระโอน ซึ่งเป็นวัดร้าง อยู่ไม่ห่างจากบ้านและวัดเจดีย์เท่าไรนัก หลังจากได้ไม้มาแล้ว ทวดเที่ยงได้นำมาแกะเป็นรูปเด็กแก้ผ้า (เริ่มแกะ ตอนปลาย พ.ศ. 2524) ลักษณะยืนกำมือขวายกขึ้นแนบอก มือซ้ายทิ้งแนบลำตัว ความสูงราวๆ 1 เมตร หรือประมาณเด็กอายุราวๆ 9-10 ขวบ (ตามนิมิต) การแกะรูปเด็กวัด(ไอ้ไข่) ด้วยไม้ตะเคียน รูปนี้ถือว่าเป็นรูปไม้แกะเด็กวัด(ไอ้ไข่) รูปสุดท้าย ซึ่งหลังจากแกะเสร็จ ทวดเที่ยงได้นำรูปไม้แกะใส่รถเข็นจากบ้านมายังวัดเจดีย์เมื่อปี พ.ศ. 2525 เพื่อนำถวายแก่เจ้าอาวาส (พระอาจารย์เทิ่ม) และได้ปรึกษาพ่อท่านเทิ่ม ว่าน่าจะตั้งชื่อให้เด็กวัด ได้มีชื่อมีนามเรียกกัน พ่อท่านเทิ่ม จึงถามว่า จะให้ชื่ออะไรดี ผู้ใหญ่เที่ยงจึงบอกไปว่าให้เรียก “ไอ้ไข่” และจึงให้นาม(ตั้งชื่อ)รูปไม้แกะเด็กวัด ว่า “ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์” ทั้งนี้เนื่องจากมีหลายครั้งที่ท่าน หรือชาวบ้าน เคยเห็นลางๆ ว่ามีเด็กผู้ชาย ไม่นุ่งผ้า มาเล่นใก้ลๆ พระพุทธรูป(พ่อท่านเจ้าวัด) และเมื่อชาวบ้านเขาไปดู เด็กนั้นก็จะวิ่งไปด้านหลังองค์พระแล้วหายไป ซึ่งในภาคใต้มักจะเรียกเด็กผู้ชายว่า “ไข่นุ้ย” หรือ “ไอ้ไข่”  นาม “ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์” จึงเกิดขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาตราบจนปัจจุบันนี้